Thursday, January 4, 2007

เรื่อง DOS (Disk Operating System) คืออะไร


ระบบปฏิบัติการในรูปแบบของตัวอักษร (Text Mode) ถึงแม้ว่าปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะใช้ Windows (ระบบรูปภาพ หรือ Graphics Mode) แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนการใช้งาน DOS ก็ยังถือว่ามีส่วนสำคัญไม่น้อย ตัวอย่างเช่น การติดตั้ง Windows การแบ่ง harddisk แต่ละ drive (Partition Harddisk) อาจจำเป็นต้องมีการ boot เข้าระบบดอสก่อน และเช่นเดียวกับบางบริษัทที่มีใช้งานในระบบเครือข่าย Novell Netware ก็ยังจำเป็นต้องทำงานใรระบบ DOS เช่นกัน
ชื่อ DOS บางท่านอาจเคยเห็นชื่อที่เป็น MS-DOS นั่นหมายถึง Microsoft Disk Operating System (บริษัทไมโครซอร์ฟเป็นผู้ผลิต)
ความยาวของชื่อ-นามสกุล ไฟล์
ความแตกต่างที่เห็นในชัดของชื่อไฟล์ในระบบ DOS กับ Windows คือ ความยาวของชื่อไฟล์ Windows สามารถตั้งชื่อให้ยาวได้มากถึง 255 ตัวอักษร ส่วนในระบบ DOS ชื่อและนามสกุลของไฟล์จะถูกจำกัดได้เพียง
ชื่อยาวไม่เกิน 8 ตัวอักษร นามสกุลยาวไม่เกิน 3 ตัวอักษร ตัวอย่าง Readme.TXT (ชื่อไฟล์ Readme หลังจุดคือนามสกุล TXT)

คำสั่งระบบ DOS พื้นฐาน

คำสั่งระบบ DOS พื้นฐาน
DIR (Directory) - คำสั่งในการแสดงรายชื่อไฟล์ รายชื่อไดเรกทอรี่ (Folder ใน windows ปัจจุบัน) ตัวอย่างการใช้งาน (รวมคำสั่งย่อย ๆ)Dir - แสดงรายชื่อไฟล์ ไดเรกทอรี่ทั้งหมด พร้อมทั้งขนาดไฟล์ + วันเวลาอัปเดทล่าสุด Dir /p - แสดงรายชื่อไฟล์ ไดเรกทอรี่ในแนวนอน ให้หยุดแสดงทีละหน้า (กรณีที่มีจำนวนไฟล์ยาวมากกว่า 1 หน้าจอ)Dir /w - แสดงรายชื่อไฟล์ ไดเรกทอรี่ในแนวนอน Dir /s, - แสดงรายชื่อไฟล์ ไดเรกทอรี่ และไฟล์ที่อยู่ในไดเรกทอรี่ย่อยด้วย Dir /od - แสดงรายชื่อไฟล์ ให้เรียงตามวันที่อัปเดท Dir /n - แสดงรายชื่อไฟล์ ให้เรียงตามชื่อ
CLS (Clear Screen) - คำสั่งสำหรับลบหน้าจอออก
DEL (Delete) - คำสั่งในการลบชื่อไฟล์ที่ต้องการ เช่น DEL readme.txt หมายถึงให้ลบชื่อไฟล์ README.TXT ตัวอย่างการใช้งาน (รวมคำสั่งย่อย ๆ)Del readme.txt - ลบไฟล์ชื่อ readme.txt Del *.* - ให้ลบไฟล์ทั้งหมดที่อยู่ในไดเรกทอรี่ปัจจุบัน Del *. - ให้ลบไฟล์ทั้งหมดที่อยู่ในไดเรกทอรี่ปัจจุบัน เฉพาะไฟล์ที่ไม่มีนามสกุล
MD (Make Directory) - คำสั่งในการสร้างไดเรกทอรี่ เช่น MD Photo จะได้ไดเรกทอรี่ C:Photo
CD (Change Directory) - คำสั่งในการเข้าไปในไดเรกทอรี่ (CD คือคำสั่งในการออกจากห้องไดเรกทอรี่)
RD (Remove Directory) - คำสั่งในการลบไดเรกทอรี่ เช่น RD Photo (เราจะต้องอยู่นอกห้องไดเรอทอรี่ Photo)
REN (Rename) - คำสั่งในการเปลี่ยนชื่อชือ เช่น REN readme.txt read.me หมายถึงการเปลี่ยนชื่อไฟล์เป็น READ.ME

ชนิดคำสั่ง DOS

ชนิดคำสั่ง DOS
คำสั่งของ DOS มีอยู่ 2 ชนิดคือ 1. คำสั่งภายใน (Internal Command) เป็นคำสั่งที่เรียกใช้ได้ทันทีตลอดเวลาที่เครื่องเปิดใช้งานอยู่ เพราะคำสั่งประเภทนี้ถูกบรรจุลงในหน่วยความจำหลัก (ROM) ตลอดเวลา หลังจากที่ Boot DOS ส่วนมากจะเป็นคำสั่งที่ใช้อยู่เสมอ เช่น CLS, DIR, COPY, REN เป็นต้น 2. คำสั่งภายนอก (External Command) คำสั่งนี้จะถูกเก็บไว้ในดิสก์หรือแผ่น DOS คำสั่งเหล่านี้จะไม่ถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำ เมื่อต้องการใช้คำสั่งเหล่านี้คอมพิวเตอร์จะเรียกคำสั่งเข้าสู๋หน่วยความจำ ถ้าแผ่นดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์ไม่มีคำสั่งที่ต้องการใช้อยู่ก็ไม่สามารถเรียกคำสั่งนั้น ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น คำสั่ง FORMAT, DISKCOPY, TREE, DELTREE เป็นต้น

รูปแบบและการใช้คำสั่งต่างๆ ในการใช้คำสั่งต่าง ๆ ของ DOS


รูปแบบและการใช้คำสั่งต่างๆ ในการใช้คำสั่งต่าง ๆ ของ DOS
จะมีการกำหนดอักษรหรือสัญญลักษณ์ ใช้แทนข้อความของรูปแบบคำสั่ง ดังนี้ [d:] หมายถึง Drive เช่น A:, B: [path] หมายถึง ชื่อไดเรคเตอรี่ย่อย [filename] หมายถึง ชื่อแฟ้มข้อมูล หรือ ชื่อไฟล์ [.ext] หมายถึง ส่วนขยาย หรือนามสกุล ระบบปฏิบัติการในรูปแบบของตัวอักษร (Text Mode) ถึงแม้ว่าปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะใช้ Windows (ระบบรูปภาพ หรือ Graphics Mode) แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนการใช้งาน DOS ก็ยังถือว่ามีส่วนสำคัญไม่น้อย ตัวอย่างเช่น การติดตั้ง Windows การแบ่ง harddisk แต่ละ drive (Partition Harddisk) อาจจำเป็นต้องมีการ boot เข้าระบบดอสก่อน และเช่นเดียวกับบางบริษัทที่มีใช้งานในระบบเครือข่าย Novell Netware ก็ยังจำเป็นต้องทำงานใรระบบ DOS เช่นกัน
ชื่อ DOS บางท่านอาจเคยเห็นชื่อที่เป็น MS-DOS นั่นหมายถึง Microsoft Disk Operating System (บริษัทไมโครซอร์ฟเป็นผู้ผลิต)
ดอสหรือDosย่อมาจากDiskOperatingSystemระบบปฏิบัติซึ่งคือว่าเป็นโปรแกรมประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการทำหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์คอยจัดการ ประสานงานและควบคุมการทำงานต่าง ๆ ซึ่งพอจะสรุปหน้าที่ของดอสได้ 3 อย่าง คือ

1. จัดการอุปกรณ์ต่างๆให้ทำหน้าที่ประสานการทำงานระหว่างหน่วยรับข้อมูล(Input)และหน่วยแสดงผล(Output)และแป้นพิมพ์(Keybord),เครื่องขับดิสค์(DiskDrive),จอภาพ(Monitor)และเครื่องพิมพ์(Printer)คอยดุและบันทึกข้อมูลบนดิสค์การสร้างประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูลซึ่งรวมถึงความเร็วและความเชื่อถือได้ในการค้นหาและเรียกใช้ข้อมูล เป็นต้น
2. การควบคุมการทำงานของโปรแกรมเช่นการอ่านโปรแกรมหรือคำสั่งขึ้นมาจากดิสค์เตรียมสิ่งต่างๆสำหรับให้โปรแกรมการทำงานและจัดพื้นที่ในหน่วยความจำกับดิสค์คอยถ่ายข่าวสารระหว่างดิสค์กับหน่วยความจำ
3. ปฏิบัติตามคำสั่ง นำคำสั่งที่ผู้ใช้ดอสรับเข้ามาไปทำการประมวลและปฏิบัติตามคำสั่งนั้น ๆดังนั้นการที่ผู้ใช้เครื่องจะใช้งานประเภทใดก็ตาม ทั้ง Application Software หรือLanguageจะใช้งานไม่ได้เลยถ้าไม่มีการบรรจุชุดคำสั่งของดอสเข้าไปในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์เสียก่อน เพราะจะไม่มีการประสานงานหรือ ดูแลรักษาแฟ้มข้อมูลเมื่อมีดอสอยู่ในหน่วยความจำ แล้วเราสามารถใช้คำสั่งดอสจัดการทำสำเนา(Copy)ข่าวสารแผนบันทึกข้อมูลลงหน่วยจำของคอมพิวเตอร์และพร้อมที่จะทำงานตามที่ซอฟท์แวร์นั้นจะกำหนด และสามารถแยกประเภทของแฟ้มข้อมูลทำสำเนาแฟ้มข้อมูลลบแฟ้มข้อมูลที่ไม่ต้องการเป็นต้นและถ้าไม่มีดอส อยู่ในหน่วย ความจำของเครื่องแล้วเราจะใช้งานซอฟท์แวร์ไม่ได้เลยปัจจุบันมีดอสอยู่หลายชื่อ แต่ละชื่อที่ตั้งขึ้นใช้ชื่อของบริษัทผู้เขียนซอฟท์แวร์ตัวนี้นำหน้าเช่น PC - DOS นี้เป็นดอสที่ใช้ กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์IBMเพื่อใช้ควบคุมระบบการทำงานและอีกชื่อหนึ่ง MS - DOS นี้ เป็นดอสของบริษัท ไมโครซอฟท์โดยใช้หลักการเดียวกันเพียงแต่ใช้ชื่อบางคำสั่งต่างกันเท่านั้นดังนั้นเพียงแตผู้ใช้รู้จักดอสตัวใดตัวหนึ่งก็สามารถใช้งานอีก หนึ่งได้วิธีการ BOOT DOS
1. COLD BOOT หมายถึงการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สวิทช์ POWER ให้ ON ครั้งแรก WARM BOOT หมายถึงเป็นการบูทขณะเครื่งกำลังใช้งานอยู่ให้เครื่องเริ่มทำงานใหม่ซึ่งจะบูทต่อเมื่อต้องการREBOOTเครื่องมือใหม่ในกรณีที่เครื่องมีปัญหาหรือเครื่องไม่ได้รับคำสั่งจากแป้นพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่นใดเลย เพื่อที่จะลบสิ่งที่อยู่ในหน่วยความจำออก ให้หมด โดยการกดปุ่ม RESET ที่ตัวระบบ (SYSTEMUNIT)หรือถ้าเครื่องใดไม่มีปุ่มRESETให้กดปุ่ม3ปุ่มนี้พร้อมๆ กันคือ
CTRL + ALT + DEL
ส่วนประกอบของ DOS การที่เรียกดอสขึ้นมาให้งานได้นั้นจะต้องมีส่วนประกอบดังต่อไปนี้คือ

1.บูทเรคอร์ด (BOOT RECORK)หลักจากที่เปิดเครื่องหรือบูทเครื่องใหม่โปรแกมในรอมไบออส(ROMBIOS)ของเครื่องจะมีส่วนหนึ่งที่เรียกว่าBOOTSTARPLOADERเป็นตัวทำการอ่านข้อมูลของบูทเรคอร์ดเข้ามาทำงานซึ่งตัวบูทเรคอร์นี้มีหน้าที่แค่เพียง อ่านโปรแกรม ระบบของดอสตัวอื่น ๆ เข้าทำงานต่อจากตัวมันอีกทีม
2. IO.SYS หรือ IBMBIO.COM จะเป็นโปรแกรมระบบดอสที่ถูกบูทเรคอร์ดเรียกเข้ามาทำงานต่อ มีหน้าที่ติดต่ออุปกรณ์ ต่างๆ และขยายการใช้านอขงรอมไบออส สำหรับติดต่อกับอุปกรณ์ที่ต่อเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
3. MSDOS.SYS (MS - DOS) หรือ IBMDOS.COM (PC - DOS) โปรแกรมนี้จะถูกเรียกขึ้นมาหลังจาก IO.SYS หรือ IBMBIO.COM อีกที หน้าที่หลักของโปรแกรมนี้นับว่าเป็นหัวใจของดอสทีเดียว คือ จัดการเกี่ยวกับระบบไฟล์และดิสค์
4. COMMAND.COM เป็นโปรแกรมของดอสมีหน้าที่สำคัญคือ
4.1 ติดต่อกับผู้ใช้ทาง COMMAND PROMPT
4.2 ทำการแปลคำสั่งที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไป แล้วนำไปทำงาน และเมื่อคำสั่งนั้นมีการติดต่อกับอุปกรณ์ก็ไปเรียกรูทีนใน MSDOS.SYS หรือ IBMDOS.COM
4.3 ใช้เป็นที่เก็บคำสั่งภายในของ Dos เช่น Dir , Del เป็นต้น
4.4 จัดลำดับความสำคัญของคำสั่ง คือ มีลำดับสูงสุดดังนี้ คำสั่งภายใน คำสั่งภายนอก ที่เป็นโปรแกรมที่มีนามสกุล .Com , .Exe และ .Bat ตามลำดับ
4.5 ทำหน้าที่ในการอ่านคำสั่งภายนอกเข้ามาในหน่วยความจำ และส่งการควบคุมให้โปรแกรมนั้นทำงานเมื่อโปรแกรมนั้นทำงาน จบก็จะส่งการควบคุมคืนกลับมายังดอสอีกที ประเภทคำสั่งของดอส จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. คำสั่งภายใน (Internal Command) เมื่อเปิดเครื่องไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม คำสั่งชนิดนี้จะถูกอ่านเข้าไปในหน่วยความจำในส่วนของ Ram เมื่อเวลาต้องการให้คำสั่งเหล่านี้สามารถเรียกใช้จากหน่วยความจำได้เลยโดยไม่ต้องเรียกใช้จากแผ่นดอส เช่น Date , Time , Dir , Del 2. คำสั่งภายนอก (External Command) เป็นคำสั่งที่เป็นโปรแกรมเก็บไว้ในแฟ้ม (File) ซึ่งจะอยู่ในดอสเวลาจะเรียกใช้คำสั่งจะต้องเรียกใช้แผ่นดอส คำสั่งนี้จะถูกอ่านเข้าสู่หน่วยความจำส่วนของ Ram ในขณะที่ใช้งาน เมื่อได้ผลลัพธ์ แล้วคำสั่งนี้จะถูกลบออกจากหน่วยความจำทันที เมื่อต้องการจะใช้อีกต้องเรียกใช้จากแผ่นใหม่อีกครั้งเช่นคำสั่ง Format , Diskcopy , CHKDSK ฯลฯ สั้นๆ เท่านั้นสำหรับคำสั่งที่จะกล่าวถึงนี้จะขอจัดเรียงตามลำดับความสำคัญในการใช้งานดัวนี้คือคำสั่งใน DOS

ส่วนประกอบของ Dosการเรียกใช้ Dos

การเรียกใช้ดอส (BOOT) นั้นสามารถเรียกได้จาก Drive A : หรือ Drive C: (ฮารด์ดิสค์) ก็ได้ ซึ่งดิสค์นั้นจะต้องมีส่วน ประกอบของดอสครบถ้วน มิฉะนั้นจะไม่สามารถใช้งานดอสขึ้นมาได้ กรณีที่บูทจาก A: ต้องนำแผ่นดอสมาใส่ที่ Drive A: การอ่านระบบจากแผ่นที่ Drive นี้ แต่ถ้าต้องการบูทจาก Drive C: ก็ไม่ต้องใช้แผ่นดอสอีกแล้วเพราะใน Drive C: จะมี System อยู่แล้วนั้นเอง เมื่อเครื่องทำการอ่านระบบเข้าสู่หน่วยความจำเรียบร้อยแล้วก็จะแสดงเครื่งหมายอย่างหนึ่งซึ่งจอภาพเพื่อบอกให้ผู้ใช้ รู้ว่าพร้อมที่จะทำงานต่อไป เมื่อบูทเครื่องที่ Drive A: ส่วนประกอบต่าง ๆ ของดอสจะถูกอ่านเข้าไปเก็บไว้ในส่วนของแรมเสร็จแล้วก็จะ มีข้อความปรากฎบนหน้าจอดังนี้CURRENT DATE IS SAT 10.17.1999 ENTER NEW DATE (MM.DD.YY):-คอมพิวเตอร์จะรอให้ป้อนวันที่เข้าไปเพื่อเปลี่ยนแปลงวันที่ปัจจุบัน ถ้าไม่ต้องการเปลี่ยนก็ให้กด ENTER ข้ามไปเลย เครื่องก็จะไปถาม เวลาต่อไปดังนี้CURRENT DATE IS SAT 10-17-1999 ENTER NEW DATE (MM- DD- YY) : CURRENT TIME IS 09 :18 :15.43 ENTER NEW TIME :- Micorsoft (R) MS - DOS (R) VERSION 5.00(C) Copyright Microsoft Corp 1981 - 1990 . A:>_บรรทัดสุดท้ายอ่านว่า เอพร้อม มีความหมายว่าขณะนี้ได้มีการบรรจุ (LOAD) ดอสเข้าไปในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์แล้ว และเครื่องพร้อมที่จะรับคำสั่งให้ทำงานด้วยเครื่องขับ A: มีศัพท์เรียกว่าเครื่องขับที่กำลังใช้อยู่นี้เป็น เครื่องใช้งาน (DEFAULT DRIVE) ต่อไปก็เพียงแต่พิมพ์คำสั่งของดอสไปเท่านั้น เครื่องคอมพิเตอร์ก็จะปฏิบัติตามคำสั่งทันที แต่ถ้านำเอาแผ่นที่ไม่มี SYSTER นำมาบูทเครื่อง จะแสดงข้อความผิดพลาดบนหน้าจอดังนี้Non - Syster Disk or Disk ErrorReplace And Strike Any Key When Readyดังนั้นให้ทำการแก้ไขโดยการนำเอาแผ่นที่ระบบมาใส่ใหม่ แล้วกดแป้นไหนก็ได้ทำ ให้ทำงานต่อได้

รูปแบบของคำสั่งของดอส (Syntax)

รูปแบบของคำสั่งของดอส (Syntax)เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าในวิธีการอ่านคำสั่งของดอส และนำไปใช้ได้อย่างถูกวิธี ส่วนประกอบของคำสั่งของดอสนั้น จะประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
1. Commamd name
2. Parameters
3. Switches
 Comand name นั้นเป็นชื่อของคำสั่งที่ผู้ให้ต้องพิมพ์คำนี้ลงไปก่อนเสมอ ซึ่งวิธีป้อนคำสั่งนี้จะพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กหรือตัวพิมพ์ใหญ่ก็ได้ซึ่งบางคำสั่งเพียงแต่พิมพ์ชื่อคำสั่งบางคำสั่ง แล้วส่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานโดยการกด ENTER เลยก็ได้ แต่บางคำสั่งต้องมีเครื่องหมายอย่าอื่นตามด้วย
 Parameters เป็นเครื่องหมายที่ใช้ตามหลังคำสั่งบางคำสั่งซึ่งจะใช้ตั้งแต่ 1 คำ หรือมากกว่าก็ได้
 Sitches เมื่อผู้ใช้ต้องการใช้คำสั่งในลักษณะอย่างอื่นบ้าง ให้ใช้เครื่องหมายสวิทซ์ เมื่อจะใช้สวิทซ์ต้องพิมพ์ เครื่องหมาย Slsah (/) นำหน้าก่อนแล้วตามด้วยตัวอักษรหรือตัวเลยขึ้นอยู่กับรูปแบบของแต่ละคำสั่งวิธีการป้อน (พิมพ์) คำสังดอสเวลาป้อน (พิมพ์) คำสั่งดอสนั้นจะพิมพ์เป็นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ก็ได้ เมื่อพิมพ์ผิดสามารถลบคำผิดด้วยแป้น Backspace (ปุ่มถอยหลัง) และเมื่อพิมพ์คำสั่งต้องเคาะช่องว่างระหว่างคำสั่ง พารามิเตอร์และเครื่องหมายสวิทซ์ด้วย (เหมือนกับการ พิมพ์ประโยคภาษาอังกฤษ ระหว่างคำต้องมีเคาะช่องว่างด้วย)

ความหมายของระบบปฏิบัติการ

ความหมายของระบบปฏิบัติการ
ระบบปฏิบัติการ คือ กลุ่มโปรแกรมซึ่งได้รับการจัดระเบียบให้เป็นส่วนเชื่อมโยงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์และ ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะเอื้ออำนวยการพัฒนาและ การใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ รวมถึงการจัดสรรทรัพยากร (Resource) ต่าง ๆ ให้มีประสิทธิผลที่ดี
โดย OS เองนั้น อาจเป็นได้ทั้ง Software, Hardware, Firmware
Software OS - เป็นโปรแกรมควบคุมการทำงานของเครื่อง ปรับปรุงแก้ไขง่าย ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว OS ส่วนใหญ่จะเป็น Software OS
Hardware OS - ทำหน้าที่เดียวกับ Software OS แต่ทำงานเร็วกว่า เป็น OS ที่สร้างจากอุปกรณ์ electronic เป็นส่วนหนึ่งของ Hardware เครื่อง ปรับปรุงแก้ไขยาก มีราคาแพง
Firmware OS - หมายถึง โปรแกรมส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์ คือ ไมโครโปรแกรม (Microprogram) ไมโครโปรแกรม เกิดจาก คำสั่งไมโคร (Microinstruction) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งต่ำสุดของระบบควบคุมการทำงานของ CPU หลาย ๆ คำสั่งรวมกันคำสั่งภาษาเครื่อง 1 คำสั่งเกิดจากการทำงานของ Microprogram 1 โปรแกรม (หรือเกิดจากหลาย Microinstruction มารวมกัน) การแก้ไข เปลี่ยนแปลง คำสั่งภาษาเครื่อง ทำโดยสร้าง Microprogram ขึ้นใหม่ ซึ่งทำได้ยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง
ซึ่งหากเทียบความเร็วในการทำงานกันแล้ว
Software OS <>

โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating Systems : OS)

โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating Systems : OS) หรือ Supervisory Programs หรือ Monitors Programs เป็นโปรแกรมที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งและมีความสลับซับซ้อนมาก ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถควบคุม (Control) การปฏิบัติงานของเครื่องได้เองโดยอัตโนมัติ และดูแลตรวจตราทุก ๆ การทำงานของฮาร์ดแวร์ในระบบคอมพิวเตอร์ นับตั้งแต่เปิดเครื่องจนกระทั่งปิดเครื่อง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์
หน้าที่หลัก ๆ ของโปรแกรมระบบปฏิบัติการ มีดังนี้
1) การจองและการกำหนดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์
2) การจัดตารางงาน (Scheduling)
3) การติดตามผลของระบบ (Monitoring)
4) การทำงานหลายโปรแกรมพร้อมกัน (Multiprogramming)
5) การจัดแบ่งเวลา (Time Sharing)
6) การประมวลผลหลายชุดพร้อมกัน (Multiprocessing)
ประเภทของโปรแกรมระบบปฏิบัติการ
1) โปรแกรมที่ทำงานทางด้านควบคุม (Control Programs) หมายถึง โปรแกรมที่ใช้ ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญ ได้แก่
a. Supervisor การจัดการทั่วไปเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ จะอยู่ภายใต้ ความควบคุมของ Supervisor ซึ่งอยู่ในหน่วยความจำหลักในซีพียูและทำหน้าที่ประสานงานกับส่วนอื่น ๆ ของโปรแกรมควบคุมระบบ เมื่อใดที่โปรแกรมภายใต้ระบบปฏิบัติการถูกเรียกมาใช้งาน Supervisor จะส่งการควบคุมไปยังโปรแกรมนั้น เมื่อการทำงานสิ้นสุดลง โปรแกรมดังกล่าวจะส่งการควบคุมกลับมายัง Supervisor อีกครั้ง
b. โปรแกรมควบคุมงานด้านอื่น ๆ (Other Job/Resource Control Programs) ได้แก่ โปรแกรมที่ควบคุมเกี่ยวกับลำดับงาน ความผิดพลาดที่ทำให้การหยุดชะงักของโปรแกรม (Interrupt) หรือพิมพ์ข้อความหรือข่าวสารให้แก่ผู้ควบคุมเครื่องทราบเมื่อมีข้อผิดพลาด หรือต้องการแจ้งให้ทราบถึงสถานภาพของอุปกรณ์รับส่ง เป็นต้น
2) ระบบปฏิบัติการของไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer Operating System) จะมี ลักษณะเฉพาะโดยขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการและฮาร์ดแวร์ โปรแกรมสำเร็จรูปไม่สามารถใช้ข้ามระบบปฏิบัติการได้ เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้บนระบบปฏิบัติการ MS - DOS จะไม่สามารถนำไปใช้บน Windows ได้ ระบบปฏิบัติการที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่
a. MS - DOS (Microsoft Disk Operating System) เป็นโปรแกรมควบคุม ระบบปฏิบัติการ พัฒนาในช่วงปีค.ศ. 1980 จากบริษัท Microsoft พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับงานเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Microprocessor รุ่น 8086, 8088, 80286, 80386, 80486 สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์ IBM Compatible ทั่วไป มี 2 เวอร์ชัน (Version) ได้แก่ PC-DOS และ MS-DOS ดอสเป็นระบบปฏิบัติการที่มีส่วนประสานกับผู้ใช้ (User Interface) เป็นแบบป้อนคำสั่ง (Command - line User Interface) MS - DOS นั้นจะมีส่วนประกอบโปรแกรม 3 ส่วน คือ IO.SYS MS - DOS.SYS และ COMMAND.COM ทั้ง 3 โปรแกรมจะทำหน้าที่ในการจัดการทำงานทุกอย่างในระบบ สำหรับ MS - DOS.SYS และ IO.SYS นั้นเป็นไฟล์ระบบและถูกซ่อนไว้ในขณะที่เราสั่งงาน
IO.SYS เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ป้อนเข้า (Input Device) และอุปกรณ์แสดงผล (Output Device) เช่น แป้นพิมพ์ จอภาพ และเครื่องพิมพ์ เป็นต้น
MS - DOS.SYS เป็นส่วนที่ใช้ในการเข้าถึง (Access) โปรแกรมย่อย (Routine) ต่าง ๆ ของดอส เมื่อโปรแกรมมีการเรียกใช้รูทีนเหล่านั้น ตัว MS - DOS.SYS จะรับข้อมูลต่าง ๆ จากโปรแกรมต่าง ๆ ผ่านจากรีจิสเตอร์ทำการควบคุมการทำงาน (Control Block) และจัดพารามิเตอร์ในการเรียกใช้ IO.SYS ให้ทำงานตามที่ต้องการ
COMMAND.COM ทำหน้าที่เป็นตัวประสาน คอยรับคำสั่งจากผู้ใช้ผ่านทางแป้นพิมพ์ เพื่อส่งผ่านคำสั่งไปยังคอมพิวเตอร์ เปรียบเสมือนตัวเชื่อมผู้ใช้กับโปรแกรมจัดระบบ
ระบบปฏิบัติการ (The Operating System) คือ โปรแกรมหลักที่ใช้ในการจัดการคำสั่งทั้งหมดในระบบคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่หลักดังนี้
จัดการเกี่ยวกับไฟล์
จัดการเกี่ยวกับอุปกรณ์ Input/Output
จัดการเกี่ยวกับหน่วยความจำ
จัดการเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ประยุกต์
จัดการเกี่ยวกับลำดับความสำคัญก่อนหลังในการทำงานของ
ผู้ใช้

องค์ประกอบของระบบปฏิบัติการ (Components of the Operating System)

องค์ประกอบของระบบปฏิบัติการ (Components of the Operating System)
Supervisor - เป็นส่วนในการควบคุมกิจกรรมทุกอย่างที่ฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ทำ
Command-Language Translator - เป็นตัวเปลี่ยนความต้องการของผู้ใช้ให้เป็นการทำงานของ Operating System
Input/Output Control System (IOCS) - เกี่ยวโยงกับระบบฮาร์ดแวร์
Librarian - เป็นส่วนของซอฟต์แวร์ที่จัดการกับข้อมูล โปรแกรม พื้นที่ว่างในแฟ้มข้อมูล
ระบบปฏิบัติการสำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer Operating Systems)
MS-DOS - เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้กันในระยะแรก เป็นลักษณะคำสั่งโดยอักษร
Macintosh System - ใช้รูปภาพเป็นสื่อ (GUI: Graphic User Interface) เป็นระบบปฏิบัติการเฉพาะ
OS/2 - หรือ Operating System 2 ใช้รูปภาพเป็นสื่อ แต่เป็น OS ที่มีขนาดใหญ่และใช้หน่วยความจำมาก
Windows - เป็นระบบ GUI นิยมใช้ในปัจจุบัน สนับสนุนการใช้งานของผู้ใช้งานได้มากและสะดวก
UNIX - เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้งานในเครื่องหลายแบบ ใช้งานด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
Operating Systems for Pen-Based Computers - เป็นการเปลี่ยนลายเส้นอักษรของผู้ใช้โดยปากกาเฉพาะ
ระบบปฏิบัติการสำหรับข่ายงาน (Network Operating Systems)
เป็นการเชื่อมโยงเครื่องแต่ละเครื่องเข้าด้วยกันเป็นระบบเครือข่าย หรือ LAN (Local Area Network) ลักษณะการใช้งานคือ
ใช้ระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สื่อสารถึงกันได้
ใช้ข้อมูลร่วมกันได้
ปฏิบัติงานบางอย่างร่วมกันได้
ใช้อุปกรณ์ และทรัพยากรอื่น ๆ ร่วมกันได้
ระบบเครือข่ายจะต้องประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
มีแผ่นวงจรข่ายงาน (Network Interface Card)
มีระบบปฏิบัติการข่ายงาน (Network Operating System)
มีการจัดเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ให้ถูกต้องและเหมาะสม
ระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องขนาดใหญ่ (Operating Systems for Larger Systems)
ลักษณะโดยทั่วไปที่จะต้องพบในระบบปฏิบัติการดังกล่าว
Interleaving Techniques - การจัดการเกี่ยวกับการทำงานได้หลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน เช่น
Multiprogramming - เป็นขบวนการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานพร้อมกันมากกว่า 1 งาน หรือผู้ใช้งานมากกว่า 1 คนเข้าใช้คอมพิวเตอร์
Multitasking - ความสามารถในการทำงานหลายอย่างของผู้ใช้คนเดียวในเวลาเดียวกัน
Time-Sharing - เป็นเทคนิคที่ CPU จัดสรรเวลาให้กับผู้ใช้หลายคนที่ปริมาณที่เท่าเทียมกัน
Foreground/Background Processing - เป็นการแบ่งหน่วยความจำหลักออกเป็นส่วน ๆ ที่เรียกว่า Partition ให้หลายโปรแกรมเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำพร้อมๆ กันได้
Virtual Memory - เป็นระบบการทำงานที่ใช้หน่วยความจำสำรองทำหน้าที่เก็บโปรแกรมและข้อมูลแทนหน่วยความจำหลัก
Multiprocessing - การทำงานหลาย ๆ งานได้พร้อมกัน โดยมี CPU ตั้งแต่ 2 ตัวเชื่อมโยงการทำงาน
ซอฟต์แวร์ระบบอื่น ๆ
ตัวแปลภาษา (Language Translator) ทำหน้าที่แปลภาษาโปรแกรมที่เขียนขึ้น ให้เป็นภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เครื่องเข้าใจ และทำงานได้
Compilers - เป็นตัวแปลงโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ให้เป็นภาษาเครื่องก่อนที่โปรแกรมนั้นจะ
ทำงานต่อ
Interpreters - เป็นการแปลโปรแกรมเป็นภาษาเครื่องในลักษณะที่แปลโปรแกรมในแต่ละบรรทัดและทำงานทันที
Assemblers - ก่อนที่เครื่องจะใช้งานภาษาแอสเซมบลีได้ จะต้องแปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่องก่อน ที่เรียกว่า Assemblers
โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Programs) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการช่วยงานต่าง ๆ เช่น การเตรียมแผ่นดิสก์เพื่อใช้งาน การสำเนาแฟ้มข้อมูล
โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Languages)
เป็นภาษาที่เขียนเพื่อทำให้เครื่องทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ
วิวัฒนาการและระดับของภาษาคอมพิวเตอร์
ยุคที่ 1 – 2 ภาษาเครื่อง และภาษาระดับต่ำ (Low-Level Languages) ผู้เขียนต้องมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
Machine Language เป็นภาษาในยุคแรก เป็นรหัสเลขฐาน 2 สั่งให้เครื่องทำงานทันที
Assembly Language เป็นภาษาที่ง่ายขึ้นกว่ายุคแรก จะเป็นอักษรย่อในการเขียนคำสั่ง
ยุคที่ 3 ภาษาระดับสูง (High-Level Languages) เป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ ซึ่งภาษาระดับต่ำและระดับสูง จะต้องมีตัวแปลภาษา (Translator) ช่วยในการแปลภาษา เช่น Assemble Cobol BASIC Pascal
ยุคที่ 4 ภาษาระดับสูงมาก (Very-High-Level Languages) เป็นภาษาโปรแกรมที่เข้าใจง่ายและใช้คำสั่งสั้น
เช่น RPG (Report Program Generator) , 4GL (Forth – Generation Language)
ยุคที่ 5 ภาษายุคที่ 5 (Fifth Generation of Programming Language) มีลักษณะคือ
ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Export Systems) ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการเก็บข้อมูลความรู้และประสบการณ์ของผู้เชียวชาญ
ภาษาธรรมชาติ (Natural Languages) ใช้ภาษามนุษย์ในการติดต่อสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มีปัญหาทางด้านการประมวลผลคำ และคำสั่งอยู่
ภาษาเชิงวัตถุ (Object- Oriented Languages) เป็นการปฏิบัติการด้านความคิดเป็นการเปลี่ยนวิธีการพิจารณาการทำงานของมนุษย์จากเดิมที่เน้นด้านกระบวนการ ไปเน้นที่ตัววัตถุที่ถูกดำเนินการแทน
ภาษาสำหรับประมวลผลแบบขนาน (Paralleled Processing Languages) ประกอบด้วยงานย่อย ๆ ซึ่งสามารถทำงานบนหน่วยประมวลผลกลาง ได้พร้อมกันSupervisor - เป็นส่วนในการควบคุมกิจกรรมทุกอย่างที่ฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ทำ
Command-Language Translator - เป็นตัวเปลี่ยนความต้องการของผู้ใช้ให้เป็นการทำงานของ Operating System
Input/Output Control System (IOCS) - เกี่ยวโยงกับระบบฮาร์ดแวร์
Librarian - เป็นส่วนของซอฟต์แวร์ที่จัดการกับข้อมูล โปรแกรม พื้นที่ว่างในแฟ้มข้อมูล
ระบบปฏิบัติการสำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer Operating Systems)
MS-DOS - เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้กันในระยะแรก เป็นลักษณะคำสั่งโดยอักษร
Macintosh System - ใช้รูปภาพเป็นสื่อ (GUI: Graphic User Interface) เป็นระบบปฏิบัติการเฉพาะ
OS/2 - หรือ Operating System 2 ใช้รูปภาพเป็นสื่อ แต่เป็น OS ที่มีขนาดใหญ่และใช้หน่วยความจำมาก
Windows - เป็นระบบ GUI นิยมใช้ในปัจจุบัน สนับสนุนการใช้งานของผู้ใช้งานได้มากและสะดวก
UNIX - เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้งานในเครื่องหลายแบบ ใช้งานด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
Operating Systems for Pen-Based Computers - เป็นการเปลี่ยนลายเส้นอักษรของผู้ใช้โดยปากกาเฉพาะ
ระบบปฏิบัติการสำหรับข่ายงาน (Network Operating Systems)
เป็นการเชื่อมโยงเครื่องแต่ละเครื่องเข้าด้วยกันเป็นระบบเครือข่าย หรือ LAN (Local Area Network) ลักษณะการใช้งานคือ
ใช้ระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สื่อสารถึงกันได้
ใช้ข้อมูลร่วมกันได้
ปฏิบัติงานบางอย่างร่วมกันได้
ใช้อุปกรณ์ และทรัพยากรอื่น ๆ ร่วมกันได้
ระบบเครือข่ายจะต้องประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
มีแผ่นวงจรข่ายงาน (Network Interface Card)
มีระบบปฏิบัติการข่ายงาน (Network Operating System)
มีการจัดเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ให้ถูกต้องและเหมาะสม
ระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องขนาดใหญ่ (Operating Systems for Larger Systems)
ลักษณะโดยทั่วไปที่จะต้องพบในระบบปฏิบัติการดังกล่าว
Interleaving Techniques - การจัดการเกี่ยวกับการทำงานได้หลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน เช่น
Multiprogramming - เป็นขบวนการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานพร้อมกันมากกว่า 1 งาน หรือผู้ใช้งานมากกว่า 1 คนเข้าใช้คอมพิวเตอร์
Multitasking - ความสามารถในการทำงานหลายอย่างของผู้ใช้คนเดียวในเวลาเดียวกัน
Time-Sharing - เป็นเทคนิคที่ CPU จัดสรรเวลาให้กับผู้ใช้หลายคนที่ปริมาณที่เท่าเทียมกัน
Foreground/Background Processing - เป็นการแบ่งหน่วยความจำหลักออกเป็นส่วน ๆ ที่เรียกว่า Partition ให้หลายโปรแกรมเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำพร้อมๆ กันได้
Virtual Memory - เป็นระบบการทำงานที่ใช้หน่วยความจำสำรองทำหน้าที่เก็บโปรแกรมและข้อมูลแทนหน่วยความจำหลัก
Multiprocessing - การทำงานหลาย ๆ งานได้พร้อมกัน โดยมี CPU ตั้งแต่ 2 ตัวเชื่อมโยงการทำงาน
ซอฟต์แวร์ระบบอื่น ๆ
ตัวแปลภาษา (Language Translator) ทำหน้าที่แปลภาษาโปรแกรมที่เขียนขึ้น ให้เป็นภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เครื่องเข้าใจ และทำงานได้
Compilers - เป็นตัวแปลงโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ให้เป็นภาษาเครื่องก่อนที่โปรแกรมนั้นจะ
ทำงานต่อ
Interpreters - เป็นการแปลโปรแกรมเป็นภาษาเครื่องในลักษณะที่แปลโปรแกรมในแต่ละบรรทัดและทำงานทันที
Assemblers - ก่อนที่เครื่องจะใช้งานภาษาแอสเซมบลีได้ จะต้องแปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่องก่อน ที่เรียกว่า Assemblers
โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Programs) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการช่วยงานต่าง ๆ เช่น การเตรียมแผ่นดิสก์เพื่อใช้งาน การสำเนาแฟ้มข้อมูล
โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Languages)
เป็นภาษาที่เขียนเพื่อทำให้เครื่องทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ
วิวัฒนาการและระดับของภาษาคอมพิวเตอร์
ยุคที่ 1 – 2 ภาษาเครื่อง และภาษาระดับต่ำ (Low-Level Languages) ผู้เขียนต้องมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
Machine Language เป็นภาษาในยุคแรก เป็นรหัสเลขฐาน 2 สั่งให้เครื่องทำงานทันที
Assembly Language เป็นภาษาที่ง่ายขึ้นกว่ายุคแรก จะเป็นอักษรย่อในการเขียนคำสั่ง
ยุคที่ 3 ภาษาระดับสูง (High-Level Languages) เป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ ซึ่งภาษาระดับต่ำและระดับสูง จะต้องมีตัวแปลภาษา (Translator) ช่วยในการแปลภาษา เช่น Assemble Cobol BASIC Pascal
ยุคที่ 4 ภาษาระดับสูงมาก (Very-High-Level Languages) เป็นภาษาโปรแกรมที่เข้าใจง่ายและใช้คำสั่งสั้น
เช่น RPG (Report Program Generator) , 4GL (Forth – Generation Language)
ยุคที่ 5 ภาษายุคที่ 5 (Fifth Generation of Programming Language) มีลักษณะคือ
ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Export Systems) ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการเก็บข้อมูลความรู้และประสบการณ์ของผู้เชียวชาญ
ภาษาธรรมชาติ (Natural Languages) ใช้ภาษามนุษย์ในการติดต่อสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มีปัญหาทางด้านการประมวลผลคำ และคำสั่งอยู่
ภาษาเชิงวัตถุ (Object- Oriented Languages) เป็นการปฏิบัติการด้านความคิดเป็นการเปลี่ยนวิธีการพิจารณาการทำงานของมนุษย์จากเดิมที่เน้นด้านกระบวนการ ไปเน้นที่ตัววัตถุที่ถูกดำเนินการแทน
ภาษาสำหรับประมวลผลแบบขนาน (Paralleled Processing Languages) ประกอบด้วยงานย่อย ๆ ซึ่งสามารถทำงานบนหน่วยประมวลผลกลาง ได้พร้อมกัน

Operating System Software


Operating System Software
ซอฟต์แวร์ช่วยให้การสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์ รวดเร็ว ง่าย และมีประสิทธิภาพ มักใช้ชื่อเรียกทั่วไปว่า “ระบบปฏิบัติการ” เช่น DOS, Windows, OS/2 ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆ ของระบบไมโครคอมพิวเตอร์ เช่น หน่วยประมวลผลกลาง อุปกรณ์รับ - ส่งข้อมูล รวมทั้งโปรแกรมต่างๆ ในชุดนี้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของคอมพิวเตอร์ ให้เกิดความสะดวก รวดเร็วด้วย ระบบปฏิบัติการรุ่นแรกๆ จะบันทึกอยู่บนจานแม่เหล็ก จึงเรียกว่า ดอส (DOS; Disk Operating System) ปัจจุบันระบบปฏิบัติการที่ได้มีชื่อเสียง และใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ Microsoft Windows ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่มีการติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟิกทำให้ใช้งานได้ง่ายกว่า
ระบบปฏิบัติการ เป็นตัวเชื่อมระหว่างฮาร์ดแวร์กับผู้ใช้เพื่อจัดการเกี่ยวกับสิ่งต่อไปนี้ คือ
1. การจัดการเกี่ยวกับไฟล์และซอฟต์แวร์อื่นๆ
2. การจัดการเกี่ยวกับอุปกรณ์รับข้อมูลและแสดงผล
3. การจัดการเกี่ยวกับหน่วยความจำ
4. การจัดการเวลาในหน่วยประมวลผลกลาง

ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)

ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
ซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย ซอฟต์แวร์ 2 ประเภท คือ
ระบบปฏิบัติการ (Operating System)
ระบบปฏิบัติการ หมายถึง ชุดของโปรแกรมที่อยู่ระหว่างฮาร์ดแวร์แลซอฟต์แวร์ประยุกต์ มีหน้าที่ในการควบคุมการปฏิบัติงานของฮาร์ดแวร์ และสนับสนุนคำสั่งสำหรับควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ประยุกต์ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น MS - DOS , UNIX , Windows 95 , และ Mac System 7 เป็นต้น ระบบปฏิบัติงานมีหน้าที่หลัก ๆ คือ
จัดส่วนประกอบต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำ ที่เก็บข้อมูลสำรอง และเครื่องพิมพ์
จัดการงานในส่วนของการติดต่อกับผู้ใช้
ให้บริการโปรแกรมประยุกต์อื่น เช่น การรับข้อมูล และการแสดงผล เป็นต้น ปกติแล้วโปรแกรมประยุกต์จะถูกเรียกให้เริ่มต้นทำงานผ่านระบบปฏิบัติการ
ระบบปฏิบัติการทำงานอยู่เบื้องหลังการทำงานของผู้ใช้ โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการบนเครื่องเมนเฟรมหรือเครื่องที่มีขนาดใหญ่ก็ย่อมมีการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น เพราะต้องดูแลการทำงานหลายอย่างจากผู้ใช้หลายคนพร้อมกัน
ระบบปฏิบัติการบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์
ในปัจจุบันนี้ ระบบปฏิบัติการบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยม จะแยกตามฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานได้เป็น 2 ระบบ คือระบบปฏิบัติการที่ทำงานบนเครื่อง ไอบีเอ็มพีซี (IBM personal Computer) หรือ เลียนแบบไอบีเอ็มพีซี (IBM PC Competible) และระบบปฏิบัติการที่ทำงานบนเครื่องแมคอินทอช (Macintosh) โดยปกติแล้ว โปรแกรมประยุกต์ใด ๆ จะสามารถทำงานบนระบบปฏิบัติการตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น เช่น โปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานบนเครื่องไอบีเอ็มพีซี ก็จะไม่สามารถนำไปใช้งานบนเครื่องแมคอินทอช เพราะเครื่องไอบีเอ็มพีซี จะนิยมใช้ระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟต์ที่เรียกว่าเอ็มเอสดอส (MS - DOS)หรืออาจใช้ระบบที่ใหม่กว่าคือไมโครซอฟต์วินโดว์ (Microsoft Windows) หรือระบบปฏิบัติการแบบเปิดในตระกูลยูนิกซ์ เช่น SCO UNIX หรือ LINUX ในขณะที่เครื่องแมคอินทอชใช้ระบบปฏิบัติการที่เรียกว่าแมคอินทอชซิสเต็มเซเว่น (Macintosh System 7) ซึ่งออกแบบโดยบริษัทแอปเปิล การที่เครื่องสองชนิดใช้ระบบปฏิบัติการต่างกัน เนื่องมาจากมีหน่วยประมวลผลกลางไม่เหมือนกัน ผู้ที่จะผลิตซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์จะต้องเลือกที่จะผลิตซอฟต์แวร์ให้ใช้บนระบบใดระบบหนึ่ง หรือถ้าจะให้ใช้ได้บนระบบปฏิบัติการทั้งสองชนิดก็ต้องพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาสองชุด
โดยมากแล้วผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จะไม่สนใจว่าจะใช้ระบบปฏิบัติการใด แต่จะเลือกซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่สามารถทำงานให้ได้ประโยชน์สูงสุดตามต้องการ แล้วจึงพิจารณาว่าซอฟต์แวร์นั้นทำงานบนระบบปฏิบัติการชนิดใด แต่ผู้ใช้บางกลุ่มก็เจาะจงเลือกใช้ระบบปฏิบัติการเอ็มเอสดอส เพราะมีซอฟต์แวร์ประยุกต์ให้เลือกใช้ได้มากมาย และผู้ใช้บางกลุ่มก็ต้องการใช้เครื่องแมคอินทอช เพราะมีระบบโต้ตอบผู้ใช้ที่ได้ง่ายและสวยงาม
ระบบปฏิบัติการเอ็มเอสดอส (MS - DOS)
ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้มักจะมีฮาร์ดดิสก์ติดอยู่ด้วยเสมอ เมื่อผู้ใช้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการก็จะถูกเรียกจากฮาร์ดดิสก์มาไว้ในหน่วยความจำของเครื่องเพื่อเตรียมที่จะใช้งานได้ทันทีที่ต้องการ ขั้นตอนที่ย้ายระบบปฏิบัติการเข้าสู่หน่วยความจำของเครื่องนั้นเรียกว่าการบูตระบบ (booting) หรือ บูตแสตป (bootstrap) ซึ่งมีขั้นตอนคือเมื่อเปิดสวิทช์เครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้น โปรแกรมเล็ก ๆ ที่อยู่ในหน่วยความจำรอม (ROM) จะเรียกเอาส่วนประกอบพื้นฐานที่จำเป็นของระบบปฏิบัติการจากฮาร์ดดิสก์เข้ามาไว้ในหน่วยความจำหลัก ซึ่งจะได้ผลลัพธ์บนจอภาพเป็น C > หรือ C:\ > โดยที่หมายถึงดิสก์ไดรฟ์ที่ทำงานอยู่ และเครื่องหมาย > หมายถึงการเตรียมพร้อมที่จะทำงาน (prompt) จากนั้นผู้ใช้ก็จะสามารถพิมพ์คำสั่งของเอ็มเอสดอสได้ทันที
ไมโครซอฟต์วินโดว์
ไมโครซอฟต์วินโดว์ หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่าวินโดว์ มีระบบการติดต่อกับผู้ใช้เป็นแบบกราฟิกที่มีสีสันสวยงามและสามารถใช้ได้ง่าย เรียกระบบที่ติดต่อกับผู้ใช้ลักษณะนี้ว่า GUI (Graphic user Interface) ซึ่งผู้ใช้บนระบบวินโดว์จะทำงานกับเมนู (menu)และรูปภาพที่เรียกว่าไอคอน (icon)แทนที่จะเป็นการพิมพ์คำสั่งต่าง ๆ เมนูดังรูปจะเรียกว่า พูลดาวน์เมนู (pull down menu) ซึ่งจะเป็นเมนูที่เมื่อทำการเลือกรายการที่ต้องการแล้วจะมีรายการย่อยถูกถึงลง (pull down) ให้ปรากฏออกมาก นอกจากนี้จะมี เมนูอีกชนิดกนึ่งเรียกว่า ป๊อปอัพเมนู (pop-up menu) ซึ่งจะปรากฏเป็นหน้าต่างย่อยซ้อนขึ้นมาด้านหน้าเมื่อเลือกรายการที่ต้องการ
ระบบวินโดว์มีข้อดีคือเอื้ออำนวยให้ผู้ใช้สามารถทำงานได้ง่าย โดยการแสดงภาพกราฟฟิกบนจอภาพเมื่อผู้ใช้เปิดเครื่องขึ้นมา และผู้ใช้สามารถใช้เมาส์ในการชี้และคลิกที่ภาพเพื่อเลือกซอฟต์แวร์ที่ต้องการ แทนที่จะต้องพิมพ์คำสั่งเช่นเดียวกับระบบดอส ดังนั้นระบบวินโดว์จึงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และได้มีการพัฒนาเป็นเวอร์ชันใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง นับจาก Windows 3.0 , Window for Workgroup ซึ่งเป็น cooperative multitasking จนมาถึง Windows 95 ซึ่งเป็น preenptive multitasking และ Windows NT ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายแบบ Client/Server

ระบบปฏิบัติการเครือข่าย (Network operating System หรือ NOS)

ระบบปฏิบัติการเครือข่าย (Network operating System หรือ NOS)
จะเป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกออกแบบมาสำหรับจัดการงานด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ และช่วยให้คอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่กับเครือข่ายสามารถใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือเครื่องพิมพ์ร่วมกันได้ ระบบปฏิบัติการเครือข่ายมีคุณสมบัติต่างๆ คล้ายระบบปฏิบัติการเอ็มเอสดอส แต่เพิ่มการจัดการเกี่ยวกับเครือข่ายและการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน รวมทั้งมีระบบการป้องกันการสูญหายของข้อมูลด้วย
ระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่นิยมใช้ปัจจุบัน จะใช้หลักการประมวลผลแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ (Client / Server) โดยส่วนประกอบสำหรับการเรียกใช้แฟ้มข้อมูลและการจัดการโปรแกรมจะทำงานอยู่บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ในขณะที่ส่วนประกอบอื่น ๆ ของระบบปฏิบัติการเครือข่ายจะอยู่บนเครื่องไคลเอนต์ เช่น การติดต่อกับผู้ใช้ การประมวลผล เป็นต้น การจัดการให้ผู้ใช้เห็นว่างานและอุปกรณ์ทั้งหลายที่ใช้นั้นเสมือนอยู่บนเครื่องไคลเอนต์เอง ถือว่าเป็นหน้าที่หลักอันหนึ่งของระบบปฏิบัติการเครือข่าย

ระบบปฏิบัติการบนเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่

ระบบปฏิบัติการบนเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เช่นเครื่องระดับเมนเฟรม ได้ถูกพัฒนาขึ้นกว่าสองทศวรรษก่อนที่จะมีเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เสียอีก เครื่องระดับเมนเฟรมจะนำมาใช้ในด้านธุระกิจและการศึกษา ซึ่งจะมีผู้ใช้งานพร้อม ๆ กันจำนวนมาก ทำให้ระบบปฏิบัติการของเครื่องระดับนี้มีการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยต้องทำการดูแลสั่งงานโปรแกรมพร้อม ๆ กันจำนวนหลาย ๆ โปรแกรม (Multitasking) การเข้าใช้งานเครื่องของผู้ใช้จำนวนหลาย ๆ คน (Mutiuser) การจัดลำดับและแบ่งปันทรัพยากรให้กับผู้ใช้ ตลอดจนการรักษาความเป็นส่วนตัวและความลับของผู้ใช้แต่ละคน

ระบบปฏิบัติการแบบเปิด (Open Operating System)

ระบบปฏิบัติการแบบเปิด (Open Operating System)
ในสมัยก่อนผู้ที่พัฒนาระบบปฏิบัติการคือบริษัทที่ผลิตคอมพิวเตอร์ ดังนั้นระบบปฏิบัติการจึงถูกออกแบบให้สามารถใช้ได้เฉพาะกับเครื่องของบริษัทเท่านั้น เรียกระบบปฏิบัติการประเภทนี้ว่า ระบบปฏิบัติการแบบปิด (Proprietary operating system) ซึ่งแม้แต่ในปัจจุบันนี้เครื่องระดับเมนเฟรมผู้ขายก็ยังคงเป็นผู้กำหนดความสามารถของระบบปฏิบัติการของเครื่องที่ขายอยู่ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้เริ่มมีแนวโน้มที่จะทำให้ระบบการสามารถนำไปใช้งานบนเครื่องต่าง ๆ กันได้ (Protable operating system) เช่น ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ (UNIX) เป็นต้น
ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1971 โดย และ จากห้องปฏิบัติการเบลล์ของบริษัท AT& T ซึ่งได้ทำการพัฒนาบนเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ของ DEC ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์เป็นระบบที่สนับสนุนผู้ใช้งานจำนวนหลายคนพร้อม ๆ กัน โดยใช้หลัก การแบ่งเวลา (time sharing) ต่อมาในปี ค.ศ. 1970 ได้มีการบริจาคระบบปฏิบัติการนี้ให้กับวงการศึกษา และมีการนำไปใช้ทั้งในมหาวิทยา และวิทยาลัยต่าง ๆ มากมาย นักศึกษาจำนวนมากจึงได้ใช้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ เป็นผลให้เมื่อนักศึกษาเหล่านั้นจบออกไปทำงาน ก็ยังคงเคยชินกับระบบปฏิบัติการยูนิกซ์และจัดหามาใช้ในองค์กรที่ทำงานอยู่ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์จึงได้รับการยอมรับในวงการอุตสาหกรรมและวงการอื่น ๆ อย่างแพร่หลายและมีการใช้งานอยู่ตั้งแต่เครื่องระดับไมโครคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเครื่องระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์
ตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์ (Translator)
ในการพัฒนาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์นั้น โปรแกรมเมอร์จะเขียนโปรแกรมในภาษาคอมพิวเตอร์แบบต่าง ๆ ตามแต่ความชำนาญของแต่ละคน โปรแกรมที่ได้จะเรียกว่า โปรแกรมต้นฉบับ หรือ ซอร์สโคด (source code) ซึ่งมนุษย์จะอ่านโปรแกรมต้นฉบับนี้ได้แต่คอมพิวเตอร์จะไม่เข้าใจคำสั่งเหล่านั้น เนื่องจากคอมพิวเตอร์เข้าใจแต่ภาษาเครื่อง (Machine Language) ซึ่งประกอบขึ้นจากรหัสฐานสองเท่านั้น จึงต้องมีการใช้โปรแกรม ตัวแปรภาษาคอมพิวเตอร์ (Translator) ในการแปลภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาต่าง ๆ ไปเป็นภาษาเครื่องโปรแกรมที่แปลจากโปรแกรมต้นฉบับแล้วเรียกว่า ออบเจคโคด (object code) ซึ่งจะประกอบด้วยรหัสคำสั่งที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ต่อไป
ตัวแปลภาษาที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน จะต่างกันที่ขั้นตอนที่ใช้ในการแปลภาษาให้อยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ สามารถแบ่งได้เป็น
แอสเซมเบลอ (Assembler) เป็นตัวแปลภาษาแอสแซมบลีซึ่งเป็นภาษาระดับต่ำให้เป็นภาษาเครื่อง
อินเตอร์พรีเตอร์ (Interpreter) เป็นตัวแปลภาษาระดับสูงซึ่งเป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ ไปเป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลพร้อมกับงานตามคำสั่งทีละบรรทัดตลอดทั้งโปรแกรม ทำให้การแก้ไขโปรแกรมทำได้ง่ายและรวดเร็วแต่ออบเจคโคดที่ได้จากการแปลโดยการใช้อินเตอร์พรีเตอร์นั้นไม่สามารถเก็บไว้ใช้ใหม่ได้จะต้องแปลโปรแกรมใหม่ทุกครั้งที่ต้องการใช้งาน
คอมไพเลอร์ (Compiler) จะเป็นตัวแปลภาษาระดับสูงเช่นเดียวกับอินเตอร์พรีเตอร์แต่จะใช้วิธีแปลโปรแกรมทั้งโปรแกรมให้เป็นออบเจคโคด ก่อนที่จะสามารถนำไปทำงานเช่นเดียวกับแอสแซมเบลอ ออบเจคโคดที่ได้จากการแปลนั้นสามารถจัดเก็บไว้เป็นแฟ้มข้อมูล เพื่อให้นำไปใช้ในการทำงานเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ ซึ่งเป็นข้อดีของคอมไพเลอร์ที่จะนำผลที่ได้จากการแปลนั้นไปใช้งานกี่ครั้งก็ได้ไม่จำกัด ไม่ต้องเสียเวลาในการแปลใหม่ทุกครั้ง ทำให้เป็นรูปแบบการแปลที่ได้รับความนิยมอย่างมาก
ในปัจจุบัน มีหลักการแปลภาษาคอมพิวเตอร์แบบใหม่เกิดขึ้น คือแปลจากซอร์สโคดไปเป็นรหัสชั่วคราวหรืออินเทอมีเดียตโคด (Intermediate code) ซึ่งสามารถนำไปทำงานได้ด้วยการใช้โปรแกรมในการอ่านและทำงานตามรหัสชั่วคราวนั้น โดยโปรแกรมนี้จะมีหลักการทำงานคล้ายกับอินเทอพรีเตอร์ แต่จะทำงานได้เร็วกว่าเนื่องจากรหัสชั่วคราวจะใกล้เคียงกับภาษาเครื่องมาก มีข้อดีคือสามารถนำรหัสชั่วคราวนั้นไปใช้ได้กับทุก ๆ เครื่องที่มีโปรแกรมตีความได้ทันที
Introduction
เราแบ่งวิธีการ Backup Oracle Database ได้กว้าง ๆ อยู่ 2 วิธี คือ
1. Operating System Backup
2. Server Managed Recovery
Operating System Backup หมายถึง การ Backup โดยอาศัยคำสั่งของ OS (Operating System Command) หรือ Utility ต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเขียนข้อมูลที่ต้องการ Backup ไปที่ Disk หรือ Tape ซึ่งจะกล่าวถึงใน Article นี้ วิธีการ Backup แบบนี้เป็นวิธีที่ง่าย และจะใช้กันในกรณีที่ environment ไม่ซับซ้อน (A simple Environment) อย่างเช่น มี Server และ Database อยู่ จำนวนน้อย
Server Managed Recovery (SRM) วิธีการแบบนี้ จะทำการ Backup ข้อมูลที่เรามีอยู่ (Oracle Data) ไปยัง Media ที่เรากำหนด ซึ่งการ Backup จะ ถูก Handled โดย thread ที่อยู่ในส่วนของ Oracle Server executable ซึ่งก็หมายถึง Database software จะเขียน ข้อมูล จาก Database ไปยัง Backup Media การ Backup วิธีนี้จะถูกสั่งงานด้วย Client Tool ที่เรียกว่า Oracle Recovery Manager (RMAN) การ Backup แบบนี้ เหมาะสมกับ Complex environment อย่างเช่น ในระบบที่มี Database Server หลาย ๆ Server ซึ่งใน Article นี้ยังไม่ได้พูดถึง (Coming Soon :-) )
Definitions
Cold Backup
เป็นการ Backup Database ในระหว่างที่ Database Shutdown แบบนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด
Hot Backup
เป็นการ Backup Database ระหว่างที่ Database ยังคงทำงานอยู่ และ User ก็ยังคงใช้งานได้อย่างปกติ การ Backup แบบนี้จะมีความซับซ้อนกว่าแบบ Cold Backup ซึ่งก็เหมาะกับงานที่ไม่สามารถ Shutdown Database ได้ อย่างเช่น Database ที่เก็บข้อมูลสำคัญที่ต้องการ การทำงานแบบ 24*7 หรือ Database ที่เก็บ User Profile ในการ login ของ web base application ที่ทำงานบน internet
Archivelog Mode
เมื่อเราทำงาน กับ Archive log mode นั้น Online redo log files ที่เต็มจะถูกนำไปเก็บ(archive) นะที่ ๆ กำหนดไว้ก่อนที่จะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ Database ที่ทำงาน archivelog mode นั้นสามารถ Recovery แบบ Complete (Completely recovery)ได้ไม่ว่า instance failure หรือ Disk failure ในการ Backup Database ก็สามารถทำได้ในขณะที่ Database กำลังอยู่ใน Mode open อยู่ และ user ก็ยังคงใช้งานได้อย่างปกติ อย่างไรก็ตาม การใช้งาน Archivelog Mode นั้น ต้องการ การดูแล archived redo logs เพิ่มเติม
Noarchivelog mode
เมื่อเราทำงานใน noarchivelog mode นั้น online redo logs file ที่เต็มนั้น จะไม่มีการ Archived ก่อนที่จะถูกเขียนทับ ในการ Recovery ของ Mode นี้ จะสามารถทำได้โดย การ restore ทั้ง Database ซึ่งการ Backup Database ทำได้วิธีเดียวคือต้อง shutdown Database ก่อน แล้วถึงจะทำการ Backup Database
Procedures
ใน Article ชุดนี้จะแบ่งรายละเอียดออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ
A.การทำ FULL COLD BACKUPS
B.การทำ HOT BACKUPS
C.การสร้าง Schedule สำหรับการ BACKUP
และ Assumptions ของ Article ชุดนี้ก็จะเป็นดังนี้
$ORACLE_HOME คือ /oracle/OraHome1
Data fileทั้งหมดจะถูกเก็บที่ /oradata/viper
Instance name (SID) คือ viper
Script File อยู่ที่ $ORACLE_HOME/scripts
Database file จะถูก backup เก็บไว้ที่ /ub11h/oraBackup
ซึ่งการ Backup ข้อมูล เราจะทำการ COPY Data ทั้งหมดไปเก็บไว้ที่ /ub11h/oraBackup ซึ่งในสภาพแวดล้อมในการใช้งานจริง ๆ เราอาจต้องอาศัย Backup Software ทำการ Copy file ที่อยู่ใน Disk ไปยัง Tape ที่เราต้องการ
Operating system Backup of an Oracle 8 database
A.
Performing a full cold backup
B.Performing a full hot backup
C.Sheduling database backup at a specified time.
ถ้าท่านจะหาข้อมูลเพิ่มเติมในด้านการใช้งานร่วมกันระหว่าง Oracle Database กับ Media Management Software นั้น จะมีหลาย Vendors ที่สนับสนุนอย่างเช่น
Legato Networker, Compaq
Netbackup, VERITAS
EMC Data Manager (EDM), EMC
ARCServ,Computer Associates
Networker,Legato